ในยุคที่อนิเมะกำลังเป็นที่นิยมและสามารถหาชมได้ง่ายผ่านช่องทางสตรีมมิ่งแต่ละเจ้า ที่เริ่มสู้กันด้วยการเข็นคอนเทนต์เฉพาะอนิเมะมาดึงดูดคนที่ชื่นชอบเรื่องพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดึงเอาอนิเมะที่เข้าฉายประจำซีซันมาให้มากที่สุด หรือการเลือกดึงมาเฉพาะเรื่องที่น่าสนใจให้รับชมได้แค่ช่องทางของตัวเองเท่านั้น นั่นทำให้การดูอนิเมะเริ่มเข้าถึงคนทุกผู้ทุกวัยมากยิ่งขึ้น เพราะงั้นในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักช่องทางถูกลิขสิทธิ์ในการดูอนิเมะกัน ว่ามีช่องทางไหนบ้าง และข้อดีของแต่ละสตรีมมิ่งแตกต่างกันอย่างไร ?
คำศัพท์ที่ควรรู้ในวงการอนิเมะ
ก่อนจะไปเริ่มกันอยากให้ลองทำความเข้าใจศัพท์เฉพาะทางของวงการอนิเมะกันสักนิด เพื่อให้เข้าใจบริบทของบทความนี้มากยิ่งขึ้น
อนิเมะประจำซีซัน
การฉายอนิเมะในทุกปีจะถูกแบ่งฉายออกเป็น 4 ซีซันตามฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่น โดยแต่ละซีซันจะมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จำนวนตอนอนิเมะที่ฉายรายสัปดาห์ต่อเนื่องในช่วงเวลานั้นก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 12 ตอนโดยประมาณ และแต่ละซีซันในสมัยนี้มีอนิเมะเข้าใหม่สูงถึง 30-50 เรื่องต่อซีซันกันเลยทีเดียว โดยเราจะสามารถแบ่งซีซันของอนิเมะได้ตามนี้
- อนิเมะฤดูหนาว (Winter season) เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม
- อนิเมะฤดูใบไม้ผลิ (Spring season) เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน
- อนิเมะฤดูร้อน (Summer season) เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน
- อนิเมะฤดูใบไม้ร่วง (Fall season) เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม
ช่องทางการดูอนิเมะแบบถูกลิขสิทธิ์
ในสมัยก่อนการซื้อลิขสิทธิ์อนิเมะมาวางจำหน่ายจะมีฉายผ่านช่องทางทีวีและขายแผ่นเท่านั้น ทำให้การซื้อมาดูต้องไปซื้อแผ่นของแต่ละเรื่องและตามเก็บสะสมให้ครบ ซึ่งแตกต่างจะสมัยนี้ที่เป็นยุคของ ‘สตรีมมิ่ง’ เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าดูได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเงื่อนไขของแต่ละเจ้าที่ให้บริการไม่ว่าจะเป็นการรับชมโฆษณาเพื่อดูฟรี หรือการสมัครรายเดือนเพื่อรับชมเนื้อหา
การดูเถื่อน, ช่องทางธรรมชาติ, แฟนซับ
ในเมื่อมีการดูแบบถูกลิขสิทธิ์แล้ว ก็ต้องมีการดูแบบ ‘ผิดลิขสิทธิ์’ เช่นเดียวกัน ช่องทางเหล่านี้จะถูกเรียกได้หลายชื่อ และชื่อที่คิดว่าน่าจะคุ้นเคยกันดีที่สุดก็คือ ‘การดูเถื่อน’ นั่นเอง โดยในสมัยก่อนที่อนิเมะไม่มีช่องทางให้ดูแพร่หลายเช่นทุกวันนี้ ก็จะมีเพจเฟซบุ๊คหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่นำอนิเมะต้นฉบับมาใส่ซับภาษาไทยให้ได้ดูกันแบบฟรี ๆ แต่เนื่องจากเป็นการกระทำที่ ‘ผิดลิขสิทธิ์’ และยังส่งผลต่อเจ้าที่นำเข้ามาอย่างถูกกฏหมาย เพราะงั้นถ้าสามารถหลีกเลี่ยงช่องทางพวกนี้ได้ก็จะเป็นการดี และดูผ่านช่องทางสตรีมมิ่งทั่วไปเพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการพัฒนาในวงการนี้ต่อไป
ช่องสตรีมมิ่งอนิเมะแบบถูกลิขสิทธิ์
Bilibili


เรียกได้ว่าเป็นแอพสตรีมมิ่งยืนหนึ่งในด้านอนิเมะโดยเฉพาะ หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2020 ก็มีการพูดถึงอย่างต่อเนื่องในเรื่องของ ‘จำนวนอนิเมะ’ จากการซื้อลิขสิทธิ์จำนวนมากด้วยการทุ่มทุนจากประเทศจีน ถึงแม้กระแสช่วงแรก ๆ ตอนเข้ามาเปิดที่ไทยจะมีแต่เสียงบ่นเรื่องซับไทยไม่รู้เรื่องเท่าที่ควร แต่ทาง Bilibili ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้เรียกได้ว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนั้นในแต่ละซีซัน Bilibili แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในการถือลิขสิทธิ์ในการฉายอนิเมะ ‘จำนวนเยอะที่สุด’ ในแต่ละซีซันเสมอ (เฉลี่ย 15+ เรื่องต่อซีซัน) มีทั้งอนิเมะที่สามารถหาดูได้ช่องทางอื่นหรืออนิเมะแบบ Exclusive ที่ดูได้แค่ทาง Bilibili ทางเดียวอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ เราสามารถดูฟรีได้หลายเรื่องมาก ๆ ในแอพนี้ ซึ่งอาจจะมีโฆษณามากวนใจบางจังหวะ แต่ถ้าใครไม่ชอบอยากสมัครสมาชิกเป็นรายเดือน ค่าบริการก็ยังถูกแสนถูก ด้วยราคา 69 บาทต่อเดือนเท่านั้น ดังนั้นถ้าถามผมว่าแอพไหนยืนหนึ่งด้านอนิเมะที่คุ้มค่าที่สุด ยังไงตอนนี้ก็ต้องยกให้ Bilibili นี่แหละนะ
Muse Thailand (Youtube)

อีกหนึ่งช่องทางในการ ‘รับชมอนิเมะฟรี’ ผ่านช่องยูทูบแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท แถมยังอัพเดตตรงกับช่องทางสตรีมมิ่งอื่น ๆ อีกด้วย ถึงแม้ในเรื่องของความชัดอาจจะยังสู้ช่องสตรีมมิ่งไม่ได้ หรืออาจจะยังไม่มีพากย์ไทยในบางเรื่อง ทว่าด้วยความที่มีอนิเมะถือลิขสิทธิ์ในครอบครองที่ค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ช่อง Muse Thailand ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีในการเริ่มต้นดูอนิเมะได้เลย
Muse Thailand ถือเป็นเจ้าหลักในการถือลิขสิทธิ์อนิเมะ ทำการแปลซับไทยลงทั้งทางช่องตัวเอง และยังทำข้อตกลงสัญญาในการแปลซับไทยให้ช่องสตรีมมิ่งอื่นเอาไปลงได้อีกด้วย เพราะงั้นถ้าใครสังเกตเห็นสัญลักษณ์ Muse ในอนิเมะที่สตรีมมิ่งอื่นก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเป็นการทำสัญญากันนั่นเอง แถมยังรับประกันการแปลแบบคุณภาพได้อีกด้วย จากประสบการณ์อันยาวนานตั้งแต่ช่อง 9 การ์ตูน (ยุคหลัง), DEX, ROSE, TIGA
Ani-One Thailand (Youtube)

ช่องทางในการ ‘รับชมอนิเมะฟรี’ ผ่านทางยูทูบเช่นเดียวกับ Muse Thailand เพียงแต่ว่าถ้าเทียบโดยตรงถึงจำนวนอนิเมะนั้นอาจจะยังสู้ช่อง Muse ไม่ได้ แต่ทาง Ani-One ก็ได้ทำการเข็นอนิเมะ Exclusive เฉพาะที่ไม่ค่อยมีฉายที่ช่องทางไหนเอามาลงช่องทางตัวเองได้ ตอนนี้จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเลือกรับชมแบบฟรี ๆ ผ่านทางยูทูบได้เลย
Netflix

สตรีมมิ่งเจ้าดังที่เรียกได้ว่าแทบทุกคนน่าจะรู้จัก ซึ่งทาง Netflix ได้มีการนำเอาอนิเมะมาลงค่อนข้างเยอะจนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเนื้อหาหลักแล้วก็ว่าได้ ขนมาทั้งอนิเมะเก่า อนิเมะใหม่ อนิเมะพากย์ไทย แถมบางเรื่องยังช่วยออกทุนสร้างเพื่อให้กลายเป็น Exclusive เฉพาะช่องของตัวเองอีกด้วย ยิ่งถ้าใครเป็นสายเสพหนังแนวอื่นนอกจากอนิเมะแล้ว บอกได้เลยว่าสมัคร Netflix แอพเดียวคือคุ้ม แต่ก็อาจจะติดนิดนึงตรงเรื่องของค่าบริการรายเดือนที่ค่อนข้างแพงเอาเรื่อง เมื่อเทียบกับสตรีมมิ่งเจ้าอื่น ๆ
Crunchyroll

แอพส้มชื่อดังจากทางฝั่งอเมริกา ผู้ซื้อลิขสิทธิ์อนิเมะแบบบ้าคลั่งเช่นเดียวกับ Bilibili แถมบางเรื่องในแต่ละซีซันที่มีคนรอดูมาก ๆ พี่แกก็ยังสามารถซื้อลิขสิทธิ์ไปลงฉายเฉพาะในแอพตัวเองได้อีกด้วย ทว่าสำหรับแอพส้มนี้ยังไม่ค่อยดังเท่าไหร่ในไทย สาเหตุหลักมาจากเรื่องของซับที่ใช้ ai ในการแปลจนอ่านไม่รู้เรื่อง ทำให้หลายคนยังไม่เปิดใจให้แอพนี้กันสักเท่าไหร่ แม้จะมีอนิเมะเยอะแค่ไหนก็ตาม เพราะงั้นต้องรอดูท่าทีกันต่อไปว่าหลังจากนี้จะพัฒนาขึ้นหรือคงไว้ตามเดิม
iQIYI

อีกหนึ่งสตรีมมิ่งจากประเทศจีน เช่นเดียวกับ Bilibili ที่ถือลิขสิทธิ์อนิเมะเยอะระดับนึง อาจจะไม่ได้เยอะเท่าหลายเจ้าด้านบน แต่ก็เรียกได้ว่ามีแต่เรื่องน่าสนใจในแอพนี้ ยิ่งถ้าใครเป็นสายดูอนิเมะจีนหรือซีรีส์จีนแล้วล่ะก็ แอพนี้ยิ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก แถมช่วงหลัง ๆ นี้ในส่วนของอนิเมะได้มีการเน้นไปที่อนิเมะพากย์ไทยอีกด้วย
Prime Video

บริการสตรีมมิ่งวิดีโอออนไลน์ของ Amazon ที่ให้บริการผ่านหลากหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ ทีวีซีรีส์เกาหลี ซีรีส์อเมริกา ซีรีส์ญี่ปุ่น รวมถึงอนิเมะเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าถ้าเทียบกับอีกหลากหลายเจ้าแล้ว อาจจะไม่ได้มีอนิเมะจำนวนมากขนาดนั้น แต่บอกได้เลยว่าแต่ละเรื่องที่คัดมาลงในแอพนี้ ล้วนเรื่องคุณภาพทั้งนั้น และยิ่งเรื่องที่เป็น Exclusive ที่มักจะเอาเข้ามาซีซันละ 1-2 เรื่องเท่านั้น บอกได้เลยว่าเรื่องคุณภาพแบบคัดแล้วจริง ๆ
TrueID

เป็นช่องทางที่รวบรวม ‘อนิเมะพากย์ไทย’ ไว้เยอะที่สุดช่องทางหนึ่ง บางเรื่องที่ออกใหม่ ๆ และถูกทำเป็นเสียงพากย์ไทยตามมามักจะลงที่ TrueID ก่อนเป็น Exclusive ก่อนจะไปลงตามหลังในสตรีมมิ่งเจ้าอื่นหลังจากนั้นอีกหลายเดือน อีกทั้งยังสามารถดูฟรีได้อีกด้วย (แต่ติดโฆษณานะ)
Disney+ Hotstars

สตรีมมิ่งวิดีโอออนไลน์จาก The Walt Disney Company ที่โดยปกติจะเน้นเนื้อหาไปในทางมาร์เวล สตาร์วอร์ และการ์ตูนดิสนีย์เป็นหลัก แต่หลังจากเริ่มเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยก็ได้ทำการเน้นเนื้อหาไปในทางอนิเมะมากยิ่งขึ้น รวมถึงการซื้ออนิเมะบางเรื่องให้เข้าฉายแค่ที่เดียวเป็น Exclusive อีกด้วย แอบคล้าย ๆ Prime Video อยู่บ้างแต่จะแตกต่างกันในส่วนของเรื่องอนิเมะที่แต่ละเจ้านำมาฉาย
Flixer

แอพนี้เหมาะสำหรับสาวกมาร์สไรเดอร์ กันดั้ม รวมไปถึงโคนัน ซึ่งแอพนี้ได้รวบรวมมาให้หมดแล้ว แต่เพราะเน้นไปที่คอนเทนต์เฉพาะทางอย่างเดียวเลยทำให้เนื้อหาของอนิเมะอาจจะยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร แต่ถ้าใครที่เป็นสาวกของเรื่องเหล่านี้และอยากดูยาว ๆ แบบเต็มอิ่ม บอกเลยว่ามีให้ดูเฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
แอพอื่นที่มีอนิเมะถูกลิขสิทธิ์
- Laftel : ช่องทางดูอนิเมะใหม่ แต่มีแค่ในแอพมือถือเท่านั้น
- HBO MAX : ส่วนมากเน้นไปทางอนิเมะฝรั่งมากกว่า แต่ก็มีอนิเมะญี่ปุ่นบางเรื่อง
- DEXclub (Youtube) : เน้นมาร์สไรเดอร์และกันดั้ม คล้าย ๆ Flixer แต่ดูได้ผ่านช่องยูทูบ
- Cartoon Club Channel (Youtube) : รวมการ์ตูนเก่า ๆ ทั้งพากย์ไทยและซับไทยจากทางช่อง Cartoon Club
- GundamInfo (Youtube) : เน้นซีรีส์กันดั้มโดยเฉพาะ
- AIS Play : สมัยก่อนเคยเป็นพาร์ตเนอร์กับทาง Aniplus แต่ภายหลังได้มีการยกเลิกทำให้ไม่ค่อยเหลืออนิเมะให้ดูเท่าไหร่
- WeTV, iFlix : ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อนิเมะจีนมากกว่า แต่ก็มีอนิเมะญี่ปุ่นประปรายบ้าง
- POPS : ส่วนมากมีแต่อนิเมะที่จบไปแล้วมากกว่า และเทไปทางพากย์ไทย
- Viu : โด่งดังในเรื่องของซีรีส์เกาหลี แต่เคยลงอนิเมะบ้างเล็กน้อย