ช่วงนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐอเมริกาเจอศึกหนักไม่แพ้ประเทศอื่น ๆ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ จนสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้าง ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรงถูกพิษสงครามการค้า

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยออกนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการให้เครดิตภาษีแก่ผู้ซื้อ และตั้งเป้าให้รถยนต์ใหม่ราว 50% กลายเป็นรถ EV ภายในปี 2035 แต่นโยบายเหล่านั้นถูกยกเลิกหรือปรับแก้เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เข้ามาบริหาร ส่งผลต่อทิศทางการลงทุนด้าน EV ในสหรัฐอย่างชัดเจน

ตัวเลขล่าสุดในปี 2024 จาก Motorintelligence.com ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 8% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในสหรัฐ ซึ่งยอดนี้เติบโตขึ้นเพราะเครดิตภาษีที่กระตุ้นความสนใจผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยราคารถ EV ในปีที่ผ่านมายังสูงกว่ารถใช้น้ำมันอย่างเห็นได้ชัด โดยราคาขายรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 55,273 เหรียญ หรือประมาณ 1,824,000 บาท ขณะที่รถยนต์น้ำมันเฉลี่ย 48,039 เหรียญ หรือประมาณ 1,585,300 บาท ทำให้กลุ่มผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังคงเทใจไปทางรถน้ำมัน

อีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดตลาดรถยนต์ไฟฟ้า คือ การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งผลักดันต้นทุนการผลิต EV พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของแร่ธาตุสำคัญสำหรับแบตเตอรี่ที่ยังต้องพึ่งพาจีนในสัดส่วนสูง รวมถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ผลิตข้ามทวีป นั่นหมายถึงการสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ผลิต และท้ายที่สุดก็ต้องกระจายภาระมาสู่ผู้บริโภคด้วย

แต่ค่ายรถยนต์บางรายยังคงเชื่อว่าตลาด EV คืออนาคต จึงเดินหน้าสร้างฐานการผลิตภายในประเทศมากขึ้น เช่น อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tesla พยายามขยายกำลังการผลิตในสหรัฐ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ Tesla อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าแบรนด์อื่น ๆ ที่ต้องพึ่งการนำเข้าชิ้นส่วน แต่การกีดกันทางการค้าอย่างยาวนานก็อาจฉุดเป้าหมายให้เติบโตได้ไม่ไกล

และด้านผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมอย่าง Ford และ Chevrolet ที่ชิมลางตลาดรถ EV แล้ว ก็มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แต่ภาษีศุลกากรที่สูงย่อมทำให้พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักว่าควรจะลงทุนกับ EV ต่อไปมากน้อยเพียงใด เพราะรถไฟฟ้ายังทำกำไรน้อยกว่ารถกระบะหรือเอสยูวีใช้น้ำมันที่ได้รับความนิยมสูง หากต้นทุนในการผลิต EV ไม่สามารถลดลงได้ตามแผนเดิม แนวโน้มการเปิดตัวรุ่นใหม่ ๆ อาจช้าลง