ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เตรียมรับรายงานสำคัญด้านการค้าจากหน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่งในวันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการประกาศมาตรการภาษีใหม่ในวันที่ 2 เมษายน หรือที่ทรัมป์เรียกว่า “วันปลดแอก” (Liberation Day) สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ
จะเปิดเผยแผนการเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ ในวันนี้ แต่รายละเอียดต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีที่จะประกาศออกมา
เรียกเก็บภาษีทั่วโลกสูงถึง 20%
ทรัมป์ได้ดำเนินการตามผลการประเมินบางส่วนไปแล้ว อาทิ การเพิ่มภาษีอะลูมิเนียมเป็น 25% เท่ากับภาษีเหล็ก การเก็บภาษี 20% สำหรับสินค้าจากจีน รวมทั้งการระงับบางส่วนของภาษี 25% สำหรับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา
นโยบายภาษีทรัมป์ที่กำลังจะบังคับใช้
- ทรัมป์ได้ประกาศแผนการที่จะเริ่มเก็บภาษีในอัตรา 25% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดจากประเทศใดก็ตามที่ซื้อน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากเวเนซุเอลา โดยภาษีนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ (2 เม.ย.) เป็นต้นไป
- ภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% จะเริ่มจัดเก็บในวันที่ 3 เม.ย. นี้ และภาษีจะขยายไปยังชิ้นส่วนรถยนต์ที่บังคับใช้ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป จนถึงวันที่ 3 พ.ค.
ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่า ภาษีใหม่เหล่านี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลได้ถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายรายได้ออกมาเตือนว่า จับตามองผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ต้นทุนสินค้านำเข้า และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน และอาจนำไปสู่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคในที่สุด
การประกาศมาตรการภาษีใหม่ในวันที่ 2 เมษายนนี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรและคู่แข่งทั่วโลก นโยบายการค้าใหม่ของทรัมป์ในสมัยที่สองนี้ สะท้อนแนวทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่เน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและการแก้ไขสิ่งที่เขามองว่าเป็นความไม่สมดุลทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศจีน นับเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับระบบการค้าโลกในปีนี้