“อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” แม้เป็นคำพุทธภาษิตแบบไทย ๆ แต่ก็เป็นสัจธรรมที่ใช้ได้กับทุกผู้ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะชาติ ภาษา เพศ หรือวัยใด ต่อให้รวยล้นฟ้า แต่ถ้าเจ็บป่วย ร่างกายต้องทุกข์ทรมาน คุณก็ไม่สามารถหาความสุขจากทรัพย์สินที่คุณมีได้ และเหล่าผู้ป่วยคนดังที่ผู้เขียนหยิบมาเล่าถึงในบทความนี้ ก็น่าจะเป็นกลุ่มคนที่พร้อมยกมือยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะทั้ง 8 คนนี้ต่างก็มีทรัพย์สินเงินทองในระดับพันล้านบาท ไปจนถึงหมื่นล้านบาท แต่พวกเขากลับต้องประสบโชคร้าย ป่วยเป็นโรคประหลาดหนักบ้างเบาบ้าง ชนิดที่แพทย์ก็ยังไม่พบหนทางรักษา นั่นแปลว่าต่อให้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้ ทั้งแปดคนนี้มีใครกันบ้างแล้วพวกเขาป่วยเป็นโรคอะไร อ่านต่อได้ด้านล่างเลยครับ
ซีลีน ดิออน ป่วยเป็นโรคคนแข็ง (Stiff person syndrome)

ซีลีน ดิออน (Celine Dion) นักร้องชาวแคนาเดียนวัย 55 ปี เธอเริ่มมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุค 90s และโด่งดังไปทั่วโลกในวันที่เธอร้องเพลง “My Heart Will Go On” ประกอบภาพยนตร์ ‘Titanic’ ปี 1997 ในวันนี้ดิออนมีทรัพย์สินมากถึง 800 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 29,xxx ล้านบาท แต่เงินทองมากมายเหล่านี้ก็ไม่สามารถสร้างความสุขให้เธอได้ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2022 ดิออนแจ้งข่าวร้ายกับแฟน ๆ ของเธอว่า เธอป่วยเป็นโรคในกลุ่มอาการคนแข็ง (Stiff person syndrome)
องค์การแห่งชาติเพื่อความผิดปกติที่หายาก (NORD) ระบุว่า โรคทางระบบประสาทนี้ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ใน 1 ล้านคนจะพบคนเป็นโรคนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคคนแข็งนั้นจะมีอาการกล้ามเนื้อตึงและกล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเจ็บปวดต่อผู้ป่วย อาการแข็งทื่อดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากความตึงของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะผันผวนไปตามสถานการณ์รายรอบตัว เช่นการถูกสัมผัสทางกายหรือเสียงดัง
ในวันนี้วงการแพทย์ก็ยังหาข้อสรุปถึงสาเหตุที่แท้จริงของโรคคนแข็งไม่ได้ บางหลักฐานชี้ว่ามาจากโรคภูมิต้านทานตัวเอง เหตุจากผู้ป่วยโรคแข็งทื่อนั้นร่างกายมักจะสร้างสารแอนติบอดีขึ้นมากำจัดกรดกลูตามิกดีคาร์บอกซิเลส (GAD) ซึ่งกรดนี้ล่ะจะทำหน้าที่สังเคราะห์กรดแกมมา-อะมิโนบิวทีริก หรือเรียกย่อ ๆ ว่า GABA ซึ่งกรดตัวนี้มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อและการส่งสัญญาณประสาท เมื่อร่างกายขาด GABA ก็ทำให้เกิดความผิดปรกติต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ
อาการป่วยของดิออนยังคงทรุดหนักลงเรื่อย ๆ หลังจากเธอออกมาประกาศเลื่อน ‘Courage World Tour’ ไปแล้ว 2 ครั้ง จากกำหนดเดิมจะเริ่มมาตั้งแต่ปี 2021 แล้ว ล่าสุดมีการประเมินอาการของดิออนว่า เธอไม่น่าจะร้องเพลงต่อหน้าผู้ชมได้อีกต่อไปแล้ว
จัสติน บีเบอร์ ป่วยเป็นโรคแรมเซย์ ฮันต์ (Ramsay Hunt syndrome)

จันติน บีเบอร์ (Justin Bieber) นักร้องเพลงป๊อปวัย 28 ปี ที่มีเพลงฮิตมากนับไม่ถ้วน เขามีฐานแฟนเพลงทั่วโลก มีทรัพย์สินมากมายถึงกว่า 10,9xx ล้านบาท ในปี 2022 บีเบอร์ก็เริ่มต้นเวิลด์ทัวร์ครั้งล่าสุด ‘Justin Bieber Justice World Tour’ แต่แล้วทัวร์นี้ก็ต้องชะงักกลางคันก่อนที่จะมาแสดงสดในบ้านเราที่วางกำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2022 เพราะบีเบอร์ป่วยกะทันหัน
ย้อนไปในเดือนมิถุนายน 2022 บีเบอร์ประกาศผ่านทางอินสตาแกรมของเขาว่า เขาป่วยเป็นโรคแรมเซย์ ฮันต์ (Ramsay Hunt syndrome) และในวิดีโอที่บีเบอร์โพสต์นั้นเขาก็โชว์ใบหน้าที่มีอาการอัมพาตครึ่งซีก พร้อมกันนั้นบีเบอร์ก็ประกาศข่าวร้ายว่าเขาจำเป็นต้องยกเลิกทัวร์หลังจากนี้ไป เพื่อไปรักษาตัว
บีเบอร์ในวัย 28 ปีนั้นนับว่าเป็นผู้ป่วยโรคแรมเซย์ ฮันต์ ที่ค่อนข้างต่างผู้ป่วยโรคนี้ทั่วไป แม้ว่าโรคนี้จะเป็นกันได้ตั้งแต่วัย 3 เดือนไปจนถึงอายุ 82 ปีก็ตาม แต่โรคนี้มักจะเกิดกับคนในช่วงวัย 70 – 80 ปี
โรคแรมเซย์ ฮันต์เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (ที่เลี้ยงกล้ามเนื้อใบหน้า) จากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Herpes zoster ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใสและงูสวัด เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสจะแฝงอยู่ในปมประสาท เมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง จะทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวและก่อให้เกิดการอักเสบตามแนวเส้นประสาท ซึ่งก่อให้เกิดอาการได้ตั้งแต่เป็นงูสวัดที่ลำตัว ซึ่งจะมีอาการปวดแสบร้อนและตุ่มน้ำตามแนวเส้นประสาท หรือ หากเชื้อไวรัสไปทำให้เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าก็จะทำให้เกิดโรค โรครัมเซย์ฮันท์ ซินโดรมทำให้มีอาการอัมพาตของใบหน้าครึ่งซีก โรคแรมเซย์ ฮันต์พบได้น้อยมาก มีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 5-10 รายต่อประชากร 100,000 ราย ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงูสวัดที่พบได้ประมาณ 4 รายในประชากร 1,000 คน
บรูซ วิลลิส ป่วยเป็นโรคภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร (Aphasia)

ในปี 2022 เดมี่ มัวร์ (Demi Moore) อดีตภรรยาของ บรูซ วิลลิส (Bruce Willis) ประกาศว่าวิลลิสได้เกษียณตัวเองจากวงการแสดง พร้อมกับแจ้งข่าวถึงอาการป่วยของเขา นับเป็นข่าวที่สร้างความประหลาดใจสำหรับแฟนหนังทั่วโลกที่ติดตามผลงานของเขามาตลอดตั้งแต่ยุค 80s
บรูซ วิลลิส ในวัย 68 ปี ป่วยเป็นโรคที่รู้จักกันในชื่อ Aphasia ส่วนในภาษาไทยนั้นเรียกโรคนี้ว่า ภาวะเสียการสื่อความ หรือ ภาวะบกพร่องด้านการสื่อความหมาย คือ การที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของสมองส่วนการสื่อความ (Wernicke’s area และ Broca’s area) ซึ่งอยู่ในสมองส่วนที่เรียกว่าพาไรยทอล สมองส่วนดังกล่าวนั้นจะมีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากการสื่อสาร ด้วยการพูดและประมวลข้อมูลต่างๆ (Wernicke’s area) เมื่อรับและประมวลข้อมูลแล้ว ก็จะแสดงออกโดยการพูดสื่อสารออกมา โดยสมองส่วนการแสดงออก (Broca’s area) ดัง นั้น ถ้าสมองส่วนหนึ่งส่วนใดผิดปกติ หรือทั้งสองส่วนผิดปกติ ก็จะมีความผิดปกติของการสื่อความ ตัวอย่างอาการเช่น คุณหมอถามผู้ป่วยว่า “สวัสดีครับ คุณลุงชื่ออะไรครับ” แต่ผู้ป่วยตอบว่า “ผมทานข้าวเช้าแล้วครับ อิ่มด้วย คุณหมอทานข้าวหรือยังครับ”
ประมาณการว่าในแต่ละปี มีผู้ป่วยความพิการทางสมองรายใหม่ประมาณ 180,000 ราย โดยชาวอเมริกันประมาณ 1 ใน 272 รายจะมีอาการป่วยเป็นโรคนี้ ซึ่งจำนวนนี้นับว่าไม่ใช่โรคแปลกหรือโรคหายาก แต่เป็นชื่อโรคที่เรา ๆ ไม่คุ้นเคยกันเท่านั้น หลายคนก็มารู้จักโรคนี้จากข่าวอาการป่วยของ บรูซ วิลลิส นั่นเอง หลังจากวิลลิสเกษียณจากงานแสดงไปกว่า 1 ปีเพื่อพักรักษาตัว ข่าวอัปเดตล่าสุดจากผู้ใกล้ชิดเมื่อ 14 ตุลาคม ก็ยืนยันว่าวิลลิสสูญเสียความสามารถทางการสื่อสารไปจนหมดสิ้นแล้ว
จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ ป่วยเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)

หลายคนได้รู้จักโรคนี้ก็ตอนที่ วิล สมิธ (Will Smith) สามีของ จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ (Jada Pinkett Smith) ขึ้นไปตบหน้า คริส ร็อก (Chris Rock) บนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์เมื่อปี 2022 หลังจากที่ร็อกเล่นมุกตลกกับอาการผมร่วงเป็นหย่อมของ พิงเก็ตต์ สมิธ
โรคผมร่วงเป็นหย่อม เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือออโต้อิมมูนชนิดหนึ่ง ที่มีระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไปทำลายเซลล์รากผมบางบริเวณ ทำให้ผมร่วงอย่างรวดเร็ว เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้เพียงแค่ 0.1 – 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โรคนี้เป็นได้ทั้งในเพศชายและหญิง พบบ่อยในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี และพบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีประวัติครอบครัว, ผู้เป็นโรคไทรอยด์บางชนิด, โรคภูมิแพ้ผิวหนัง, ด่างขาว, โรคแพ้ภูมิตัวเองบางชนิด
อาการของโรคนี้นั้น ผู้ป่วยจะมีผมร่วงเป็นหย่อม ๆ เป็นวงขอบเขตชัดเจน ผิวหนังบริเวณนั้นจะปกติ รูขุมขนยังไม่โดนทำลาย อาจมีไม่กี่หย่อม จนกระทั่งมากจนเป็นทั้งศีรษะได้ รวมทั้งอาจเกิดขึ้นที่คิ้ว หนวด รักแร้ หัวเหน่าได้ด้วย
แม้ว่าทั้ง 8 รายในบทความนี้ อาการของ พิงเก็ตต์ สมิธ จะนับว่าเบาบางที่สุดแล้ว แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้น้อยมาก และที่สำคัญเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 2022 นี้เองที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FOOD AND DRUG ADMINISTRATION) ได้อนุมัติยา baricitinib (Olumiant) ซึ่งเป็นการบำบัดอย่างเป็นระบบครั้งแรกสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอาการผมร่วงเป็นหย่อมอย่างรุนแรง
แอชทัน คุตเชอร์ ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดอักเสบ (vasculitis)

สงสัยว่า เดมี่ มัวร์ นี่น่าจะเป็นหญิงผู้นำโชคร้ายเสียแล้ว เพราะอดีตสามีของเธอทั้งสองคนล้วนแล้วแต่ป่วยเป็นโรคหายากกัน (เดมี่ มัวร์ แยกทางกับ บรูซ วิลลิส ปี 2000 และแต่งงานกับ แอชทัน คุตเชอร์ในปี 2005 และหย่าขาดกันในปี 2013) แอชทัน คุตเชอร์ (Ashton Kutcher) นักแสดงชายวัย 45 ปี ผลงานดัง ๆ ของเขาก็อย่างเช่น ‘No Strings Attached’ (2011) และเคยรับบทเป็น สตีฟ จอบส์ ใน ‘Jobs’ (2013)
คุตเชอร์เปิดเผยถึงอาการป่วยของเขาผ่านทางรายการ ‘Running Wild With Bear Grylls: The Challenge’ ของ National Geographic ออกอากาศเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 เป็นตอนที่เขาและ แบร์ กริลส์ ออกสำรวจป่าในคอสตาริกากัน คุตเชอร์เผยเรื่องนี้กับกริลส์ว่าเขามีอาการ “ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดอักเสบรูปแบบแปลกและหายากสุดๆ ซึ่งทำให้การมองเห็นของผมแย่ลง ทำให้ผมสูญเสียการได้ยิน เหมือนกับผมสูญเสียความสมดุลทั้งหมดไป”
หลังจากนั้นคุตเชอร์ก็ได้เผยถึงอาการป่วยของเขาอย่างละเอียดอีกครั้งผ่านทาง X ว่า
“ก่อนที่เรื่องของผมจะกลายเป็นข่าวลือ เม้ามอย หรืออะไรก็ตามอีกมากมาย ผมบอกตรงนี้เลยว่า ใช่ ผมป่วยเป็นโรคหลอดเลือดอักเสบที่หายากมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว มันทำให้ผมมีความบกพร่องทางการได้ยินและการมองเห็น และการรักษาสมดุล ตอนนี้ผมหายดีแล้ว และพร้อมเดินหน้าต่อไป”
Vasculitis หรือ โรคหลอดเลือดอักเสบเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดภายในร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดหัว เป็นไข้ มีผื่นหรือจ้ำแดงขึ้นตามร่างกาย อาการโรคหลอดเลือดอักเสบอาจแบ่งออกได้เป็นอาการที่พบได้ทั่วไป เช่น ปวดหัว มีไข้ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดตามร่างกาย ผื่นแดง ผื่นนูน อาการคัน ชา หรืออ่อนแรงตามส่วนต่าง ๆ ในปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โรคนี้จะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบหรือมีเลือดออก จึงอาจส่งผลให้ผนังหลอดเลือดหนาขึ้น บางลง หรือตีบลงได้ โดยความผิดปกติเหล่านี้จะส่งผลต่อการลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้น เมื่อการไหลเวียนของเลือดผิดปกติไป ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นมา
แม้ว่าโรคนี้ยังไม่พบสาเหตุ แต่เชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคหลอดเลือดอักเสบขึ้นได้ เช่น การติดเชื้ออย่างโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ผลข้างเคียงจากยา และการสูบหรี่ เป็นต้น นอกจากนี้ โรค Vasculitis บางชนิดอาจเป็นผลมาจากความผิดปกติของพันธุกรรม
เกเทน มาทาราซโซ ป่วยเป็นโรคไคลโดเครเนียลดิสออสโตซิส (cleidocranial dysostosis)

เกเทน มาทาราซโซ (Gaten Matarazzo) นักแสดงเด็กที่สร้างชื่อมาจากบทบาท ดัสติน เฮนเดอร์สัน จากซีรีส์สุดฮิต ‘Stranger Things’ ที่วันนี้กลายเป็นหนุ่มน้อยวัย 20 ปีไปแล้ว มาทาราซโซสร้างภาพจำกับผู้ชมได้ด้วยเอกลักษณ์เด็กชายที่ไม่มีฟันหน้า แต่ที่จริงแล้วเหตุที่เขาเป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะเขาฟันหลอ แต่เป็นอาการหนึ่งของผู้ป่วยโรคไคลโดเครเนียลดิสออสโตซิส และเป็นโรคที่พบได้ยากมากถึง 1 ต่อ 1 ล้านคน
โรคไคลโดเครเนียลดิสออสโตซิส เรียกว่าภาวะทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อฟันและกระดูก และกะโหลกศีรษะ ใบหน้า กระดูกสันหลัง กระดูกไหปลาร้า และขาด้วย ผู้ที่เป็นโรคไคลโดเครเนียลดิสออสโตซิส อาจมีกระดูกที่ “มีรูปร่างผิดปรกติ” หรือเปราะบางมาก ส่วนในกรณีของมาทาราซโซ นั้นคือไม่มีกระดูกไหปลาร้า
โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยโรคไคลโดเครเนียลดิสออสโตซิส โดยใช้รังสีเอกซ์ ทดสอบการกลายพันธุ์ในยีน มีตัวเลือกการรักษามากมายสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไคลโดเครเนียลดิสออสโตซิส อย่างไรก็ตามอาจแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี การรักษาบางอย่าง ได้แก่ การผ่าตัดกระดูก การสร้างใบหน้าใหม่ และหัตถการทางทันตกรรม
มาทาราซโซนั้นอยู่กับโรคไคลโดเครเนียลดิสออสโตซิสมาตั้งแต่เกิด ซึ่งหมายความว่าเขาต้องรับมือกับอาการที่หายากนี้มานานกว่าสองทศวรรษแล้ว เขาเปิดใจเกี่ยวกับอาการของเขาในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ The Doctors เมื่อปี 2018 ซึ่งเขาเล่าว่าเขาเกิดมาโดยไม่มีกระดูกไหปลาร้า
“ผมคิดว่าสิ่งที่พี่น้องดัฟเฟอร์ ผู้กำกับซีรีส์ สิ่งที่พวกเขาอยากได้จริงๆ ก็คือตัวละครแต่ละตัวในซีรีส์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อยากให้มีบางอย่างที่สมจริงและเป็นส่วนตัว”
“พอพวกเขารู้ว่าผมมีอาการอะไรแบบนี้ พวกเขาก็ชอบหลังจากผมเล่าอาการนี้ให้พวกเขาฟัง พอผมได้รับเลือกแล้ว เขาก็บอกว่าจะใส่อาการนี้ลงไปในเรื่องด้วย แล้วจะนำเสนอมันให้ออกมาสมจริง”
ในรายของมาทาราซโซนี่นับว่าเป็นรายเดียวที่ป่วยเป็นโรคหายากแล้วสามารถพลิกข้อด้อยขึ้นมาเป็นจุดเด่นแล้วทำให้เขางานแสดงและสามารถสร้างชื่อเสียงเป็นที่จดจำได้สำเร็จ
จิมมี่ คิมเมล ป่วยเป็นโรคลมหลับ (Narcolepsy)

จิมมี่ คิมเมล (Jimmy Kimmel) พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดัง ‘Late Night with Jimmy Kimmel’ วัย 54 เขาเป็นที่รู้จักในฐานะพิธีกรที่มีบุคลิกร่าเริง และมีไหวพริบที่เฉียบคม แต่มีเรื่องหนึ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับตัวเขานั่นก็คือ เขาเป็นโรคที่หายากที่ชื่อว่า ‘โรคลมหลับ’ (narcolepsy) ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการคือ ‘หลับสนิทโดยกะทันหัน’
“บอกตามตรงว่าผมเลือกที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าไม่เป็น” คิมเมลกล่าวในระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Esquire เขาได้เล่าถึงข้อดีของการเป็นโรคทางระบบประสาทโรคนี้
“ตอนที่ผมขึ้นเครื่องบินไปลาสเวกัส ผมนี่หลับก่อนที่เครื่องจะขึ้นเสียอีกแล้วก็ตื่นขึ้นมาตอนที่เครื่องลงจอดแล้ว ผมหลับสนิทเสมอเลย”
ย้อนไปอีกเหตุการณ์หนึ่งในช่วงยุค 90’s คิมเมลเป็นพิธีกรร่วมในรายการ ‘Win Ben Stein’s Money’ แล้วเขาก็งีบหลับไปได้ขณะดำเนินรายการ
“แต่นั่นอาจจะเป็นการบวกรวมกันของอาการโรคลมหลับกับเสียงของเบ็นหรอกนะ”
คิมเมลเล่าแบบติดตลกถึงเสียงอันทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ของ เบ็น สไตน์
กรณีที่รุนแรงที่สุด ที่คิมเมลเคยเผชิญกับอาการโรคลมหลับก็คือ เขาเผลอหลับไปขณะขับรถ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โดนตำรวจปลุกให้ตื่น แต่เดชะบุญที่ครั้งนั้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ คิมเมลเล่าว่าเขาเคยสั่งยามาทานเพื่อป้องกันโรคนี้ แต่ในปัจจุบันอาการของเขาก็ยังไม่ชัดเจนนัก มีผู้ป่วยโรคนี้รายอื่น ๆ ที่มีอาการรุนแรงกว่าเขามาก บางคนถึงขั้นสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ คิมเมลบอกว่าเขาโชคดีมากแล้วที่ไม่ต้องถึงขั้นทุกข์ทรมานจากอาการของโรคนี้
องค์กรแห่งชาติสำหรับโรคผิดปกติที่หายาก (National Organization for Rare Disorders) เผยว่า ปัจจุบันนี้มีหลักฐานที่เพิ่มขึ้นพอจะระบุได้ว่า โรคลมหลับนั้นเป็นหนึ่งในโรคภูมิแพ้ตัวเอง
“ความผิดปกติของภูมิต้านตนเองเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเนื้อเยื่อหรือเซลล์ที่มีสุขภาพดีโดยไม่ได้ตั้งใจ”
ในกรณีของโรคลมหลับนั้น ระบบภูมิคุ้มกันจะทำลายเซลล์สมองบางส่วนที่ผลิตสารเปปไทด์ที่เรียกว่าไฮโปเครติน อาการโรคลมหลับนั้นมักจะพบในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลต่อสมองและไขสันหลัง ปัจจุบัน ประชากรชาวอเมริกัน มีผู้ป่วยโรคลมหลับเฉลี่ยประมาณ 1 คนต่อทุก ๆ 2,000 คน
จีจี ฮาดิด ป่วยเป็นโรคฮาชิโมโตะ หรือ ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกัน (Hashimoto’s disease)

จีจี ฮาดิด (Gigi Hadid) ซูเปอร์โมเดลสัญชาตอเมริกันวัย 28 ปี ครั้งหนึ่งในปี 2018 เธอเคยโดนชาวโซเชียลประณามว่า “ผอมเกินไป” ทำให้ฮาดิดต้องออกมาแย้งว่าเหตุที่รูปร่างทรวดทรงของเธอมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นเป็นเพราะเธอป่วยเป็นโรคฮาชิโมโตะ หรือ ‘ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกัน’ แต่เธอก็ยืนยันว่าไม่ว่าร่างกายของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างใด ก็ไม่มีผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่นางแบบมืออาชีพของเธอ
“สำหรับพวกคุณที่มุ่งมั่นแต่จะคิดหาเหตุผลว่าทำไมรูปร่างของฉันถึงเปลี่ยนไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ พวกคุณอาจไม่รู้หรอกว่าฉันเริ่มอาชีพนางแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 17 ซึ่งตอนนั้นฉันยังไม่ได้ตรวจพบว่าเป็นโรคฮาชิโมโตะด้วยซ้ำ”
“พวกคุณที่ประณามฉันว่า ‘ตัวใหญ่เกินไป’ สำหรับวงการนางแบบนี้ แต่สิ่งที่พวกคุณเห็นนั้นคือ อาการอักเสบและอาการบวมน้ำจากโรคนี้”
โรคต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกัน เป็นสาเหตุของภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยไปทำให้ต่อมไทรอยด์เกิดการอักเสบเรื้อรังและทำงานได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลักษณะทางพยาธิวิทยาจะมีเซลล์อักเสบชนิดลิมโฟไซต์ไปแทรกอยู่ภายในเนื้อไทรอยด์โดยทั่ว
สาเหตุของโรคต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกันมาจากสาเหตุทางพันธุกรรมโรคไทรอยด์ และอาจมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคขึ้น โรคไทรอยด์ชนิดนี้พบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ แต่สามารถพบในเด็กและวัยรุ่นได้เช่นกัน
ผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกันอาจมีอาการคอโต (คอพอก) หรือไม่ก็ได้ โดยมากมักไม่มีอาการเจ็บบริเวณต่อมไทรอยด์ ในบางรายอาจมาด้วยอาการของฮอร์โมนไทรอยด์ที่ต่ำลง ได้แก่ น้ำหนักขึ้น บวม อ่อนเพลีย ง่วงนอน ท้องผูก ผิวแห้ง ขี้หนาว เป็นตะคริว และเสียงแหบ ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกันเพียงแค่ 2% เท่านั้น จากจำนวนประชากรทั้งโลก
แม้ว่าโรคประหลาดเหล่านี้ หลายโรคจะเป็นโรคใหม่ และเป็นโรคที่หายาก ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนและยังไม่มีหนทางรักษาเยียวยา การที่คนดังเหล่านี้ต้องป่วยเป็นโรคหายากเหล่านี้ ก็นับว่ามีข้อดีอยู่บ้างที่ทำให้ผู้คนและวงการแพทย์ได้รู้จักและเร่งศึกษาหนทางรักษาโรคประหลาดเหล่านี้ เรา ๆ ที่นับว่ายังโชคดีไม่ได้ป่วยเป็นโรคเหล่านี้ก็ได้ทำความรู้จักและหาทางป้องกันตัวเองแต่เนิ่น ๆ
ที่มา mdlinx okmagazine praram9 srinagarind phukethospital pobpad ELLE