การประกาศตัวเลขภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด สร้างแรงสั่นสะเทือนแก่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกโรงย้ำว่ากำแพงภาษีคือหัวใจสำคัญในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ จากการขูดรีดทางภาษีของชาติคู่ค้า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยิ่งจุดกระแส “สงครามการค้า” ให้ทวีความดุเดือดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การตั้งกำแพงภาษีสินค้าอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจอเมริกัน ตามแนวคิด “America First” โดยไทยคือหนึ่งในประเทศที่ถูกตั้งภาษีสูงถึง 36% (ลดลงจาก 72% ที่สหรัฐฯ คาดว่าจะเก็บก่อนหน้า) ขณะที่จีนโดนหนักสุดถึง 54% ทำเอาตลาดโลกปั่นป่วนทันทีที่ข่าวถูกแพร่ออกมา
ผู้นำสหรัฐฯ ระบุชัดว่าก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นถึง 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 4,290,000 ล้านบาท ในช่วงต้นปี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าสินค้าปริมาณมากเกินกว่าปกติ ด้วยความกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะเริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ จึงเร่งสต๊อกสินค้าเพื่อเลี่ยงต้นทุนที่พุ่งสูง
การปรับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ครั้งนี้ นอกจากจะพุ่งเป้าไปยังจีนที่เจอภาษีอ่วมถึง 54% และไทยที่ 36% แล้ว เพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา ต่างก็ถูกจดชื่อไว้ในอัตราที่สูงไม่แพ้กัน อยู่ระหว่าง 44%-49% ขณะที่สหภาพยุโรปเจอไป 20% ก่อนเตรียมมาตรการตอบโต้กลับแบบน้ำหนักพอฟัดพอเหวี่ยง
ฝ่ายยุโรปและสหราชอาณาจักรเองส่งสัญญาณพร้อมเจรจา หรือใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลในการตั้งกำแพงตอบโต้ แม้ผู้นำอังกฤษเคยกล่าวว่าสงครามการค้าไม่เป็นประโยชน์ต่อใครก็ตาม ส่วนเม็กซิโกก็รีบเปิดตัวแคมเปญ “ผลิตในเม็กซิโก” หวังเสริมแกร่งภาคการผลิตในประเทศ เพื่อต้านแรงกดดันจากภาษีนำเข้า
ทรัมป์ย้ำว่าการเรียกเก็บภาษีตั้งแต่ขั้นต่ำ 10% ไปจนถึง 50% ไม่ได้เป็นการเล่นแรงแบบเต็มกำลัง แต่เป็นการใจดีลดหย่อนลงมาจากตัวเลขที่อาจเรียกเก็บได้จริง เพื่อให้แต่ละประเทศตระหนักว่าการทำการค้ากับสหรัฐฯ ต้องมีความสมดุลและเป็นธรรม ชี้ว่าอัตรา 25% สำหรับยานยนต์ที่ผลิตนอกอเมริกา จะกระตุ้นให้ภาคการผลิตยานยนต์กลับมาตั้งฐานในประเทศมากขึ้น